Team Sahaviriya

สหวิริยาทีม, บรรยากาศการซ้อมของเหล่าฅนเหล็ก กับไตรกีฬา

Archive for August, 2010

        ณรงค์ฤทธิ์ โชตินุชิตตระกูล  “ตื่นเต้น มันส์ และเหนี่อยจริงๆ ครับ”นอกจากการแข่งขันไตรกีฬา (ว่าย ปั้น วิ่ง) ในครั้งนี้ ที่เป็นการพิสูจน์สมรรถนะทางร่างกาย จิตใจของตนเอง และความมันส์ ความอดทน กำลังใจ มิตรภาพ และรอยยิ้มแล้ว ผมยังพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะได้เจอ 

        ผมตั้งเป้าหมายการแข่งครั้งนี้ว่าจะต้องทำเวลาให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ผมเริ่มลงน้ำ 2-3 คนสุดท้าย ดังนั้นผมจึงออก start ช้ากว่านักแข่งคนอื่น (เลยได้พบสิ่งดีๆ) ขณะที่ผมว่ายไปได้สักพักใกล้จะถึงทุ่นอันแรก ทางด้านซ้ายมือผม มีนักว่ายน้ำใส่เสื้อสีขาวแขนกุด ต้องเป็นทีมสหวิริยาแน่ๆ ยกมือขึ้น ผมต้องชะลอดูว่าเขาจะเป็นอะไรหรือไม่ ผมมองไปที่เรือของ guard เขาใจว่าคนในเรือยังมองไม่เห็นเขา ผมคิดว่าผมควรทำอย่างไรดีถ้าเขาเป็นอะไรมากกว่านี้ ผมคงช่วยอะไรเขาไม่ได้แน่ แต่ผมคงตะโกนให้ guard ช่วยแทน ทันใดนั้นผมเห็นเขาพยายามยกมือขึ้นให้สูงที่สุดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ guard ในเรือเห็นเขาแล้ว โชคดีจัง (อยากรู้จังเขาเป็นใคร) ว่ายมาได้อีกสักพักใหญ่ มีคนว่ายอยู่หน้าผมทางด้านขวามือ ผมเริ่มแซงเขา จากนั้นผมได้ยินเสียเขาร้องโอ้ย  และถอนหายใจอย่างแรง จากนั้นมีสียงจาก guard ในเรือถามเขาว่าไหวหรือไม่ ซึ่งเขาตอบว่ายังไหวอยู่ จากนั้นเขาจะว่ายตามผมอยู่ทางด้านขวาของผมตลอด ผมจะได้ยินเสียงเขาครางเบาๆ ทุกครั้งที่ผมขึ้นมาหายใจ เหมือนกับว่าเขาจะว่ายต่อไม่ไหว เอ๊ะทำไมผมถึงว่ายทิ้งห่างเขาได้นะ อ้อเพราะผมเริ่มว่ายช้าลงนี่เองเนื่องจากเริ่มจุกที่ท้อง สุดท้ายผมและเขาถึงบันไดใกล้เคียงกัน เสียดายมองหน้าไม่ถนัด เพราะรีบจะขึ้นไปปั้นจักรยานต่อ

          ผมใช้เวลาในการเปลี่ยนชุดพอสมควรเนื่องจากรู้สึกเหนื่อยมากตอนว่ายน้ำ (รอ start เครื่องรอบที่ 2) ในช่วงแรกผมปั่นจักรยานอย่างเต็มที่ แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น คือว่าเชือกรองเท้าด้านขวา ติดเข้าไปในโซ่จัรยาน แล้วจะทำอย่างไรละตู ผมต้องชลอรถโดยไม่ปั่นต่อจากนั้นจอดจักรยานและพยายามดึงเชือกออก ทำอยู่สักพักเชือกจึงหลุดออกจากโซ่ จากนั้นจึงรีบปั่นต่อผ่านสามแยกป่าสงวน ได้ยินเสียง… กลุ่มคนใส่เสื้อสีเขียวบนรถกระบะที่จอดอยู่ (เข้าใจว่านักแข่งทุกคนต้องได้ยิน แต่ของผมมีภาคต่อ) จากนั้นผมปั้นต่อไปอย่างเมามันส์ จนถึงจุดกลับรถมาได้สักพักพบ นายบุรินทร์ นอนเอกเขนกอยู่เพราะเป็นตะคริว แต่มีรถมูลนิธิช่วยปฐมพยาบาลอยู่ จากนั้นผมเลี้ยวโค้งสามแยกชายทะเลมาได้พักใหญ่พบ ใครไม่รู้ นอนเป็นคนที่สอง แต่เห็นใส่เสื้อ Team Sahaviriya ไม่รู้ใครเหมือนกัน แต่มีรถมูลนิธิช่วยปฐมพยาบาลอยู่ ผมขี่มาอีกสักพักเห็นนายสุชาติ อยู่ฝั่งตรงข้าม นอนเป็นคนที่สาม แต่มีรถมูลนิธิช่วยปฐมพยาบาลอยู่เช่นกัน แล้วผมจะเป็นเหมือนเพวกขาไม่นี่ ผมขี่มาถึงสามแยกป่าสงวนไม่พบรถคนใส่เสื้อสีเขียว ดีใจจังที่ไม่ต้องได้ยินสิ่งที่ไม่ดี แต่ขี่มาได้สักพัก ซวยได้ตู รถคนใส่เสื้อสีเขียววิ่งขบวนอยู่ข้างหน้า 6 -7 คันได้ (ไม่แน่ใจจำนวนรถ) ตูจะทำอย่างไรนี่ แซงทีเดียวคงไม่มีกำลังพอ แถมยังมีรถสวนมาอีก (นึกในใจว่าทำไมไม่ว่ายน้ำให้เร็วกว่านี้จะได้ไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้) ดังนั้นจึงพยายามแซงรถกระบะทีละคัน ใช้วิธีแซงขวาเนื่องจากรถกระบะค่อนข้างเบี่ยงมาทางซ้าย แต่คราวนี้เจอทั้งข้างหน้า และข้างหลัง กลัวก็กลัวว่าจะโดนอัดก๊อปปี้ไหมนี่ ใส่เสื้อมีคำว่า Team Sahaviriya อยู่ข้างหลังด้วยซิ คนท้ายกระบะที่อยู่คันหน้าเรา เขามองเราอย่างเป็นศัตรูแน่นอน ผมได้ยินคำเดียวที่จำความได้ว่า “เขาเลิกแข่งแล้ว กลับบ้านไป” เพราะมีเสียงจากเครื่องขยายเสียงพูดเรื่องโรงถลุงตลอด เคราะห์ดีที่อยู่ในวงล้อมรถคนใส่เสื้อสีเขียว มีรถกระบะของลูกน้องแอ๊ป ฝ่ายจัดซื้อ มาปิดท้ายให้ (อัศวินม้าขาว) ฉะนั้นผมก็จะระวังแต่ข้างหน้าเท่านั้น ผมสามารถแซงรถขบวนได้ทั้งหมดใกล้ปากทางเข้า SSI จากนั้นจึงรีบทำเวลาต่อไป…. ตอนวิ่งไม่มีอะไรตื่นเต้น มีแต่นักแข่งให้กำลังใจจากฝั่งตรงข้าม เพราะพวกเขาใกล้จะถึงเส้นชัยกันแล้ว อ้อลืมไปขณะวิ่งกลับเห็นนายสุชาตินอนเอกเขนกอีกครั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใจสู้จริงๆ

สุดท้ายสนุก ตื่นเต้น มันส์ และเหนี่อยจริงๆ ครับ

          นาวา จันทนสุรคน “ขอคาราวะทีมสหวิริยาทุกท่านที่ร่วมเผชิญความท้าทาย และประสบความสำเร็จที่สะใจนี้ด้วยกัน สำหรับคนเหล็กบางสะพานไตรกีฬานานาชาติครั้งต่อไป หวังว่าทีมสหวิริยาของเราจะมีสมาชิกเพิ่ม และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นนะครับ”

          ในช่วงระหว่างเตรียมจัดการจัดแข่งขัน “คนเหล็กบางสะพานไตรกีฬานานาชาติ 2553” อยู่นั้น บ่ายวันหนึ่ง คุณวินเดินมาที่ห้องของผมแล้วคุยสั้นๆ ว่าอยากจะชวนผู้บริหารและผู้จัดการของเครือสหวิริยาเข้าแข่งขันไตรกีฬาวันที่ 8 สิงหาคมด้วย ผมได้ยินแล้วรู้สึกอึ้งขึ้นมาทันที ยังไม่ทันตั้งตัว คุณวินก็ชิงพูดว่า “มีผม แล้วก็มีคุณ เดี๋ยวจะชวนคนอื่นๆ ต่อ” ผมตอบรับไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ในใจก็คิดว่างานเข้าแล้ว หลังจากคุณวินเดินออกจากห้องไป ก็คิดว่าคงไม่เป็นไรนะ การตั้งทีมสหวิริยาขึ้นมาอาจจะไม่สำเร็จ ไม่น่าจะมีใครกล้าสมัครร่วมทีมหรอก ทันใดมือถือหรือ BB ของผมก็ดังขึ้น มีข้อความจากคุณวิน Post ถึงผู้บริหารชวนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยบอกว่าตอนนี้มีคุณวินและผมแล้ว ผมจึงเป็นสมาชิกอันดับที่สองของทีมสหวิริยาไปโดยปริยาย หลังจากนั้น ผู้บริหารท่านอื่นก็ตอบรับเพิ่มมาตามลำดับ 3 และ 4 คือ พี่สมศักดิ์ และคุณณรงค์ฤทธิ์ (คี้) ได้มีการเชิญชวนทาง e-mail ปรากฎว่าได้รับผลตอบรับอย่างดีจากผู้ที่มีจิตใจนักสู้ (Fighting Spirit) โดยในช่วงนั้น เวลาผมเจอผู้บริหาร ผู้จัดการทั้งที่โรงงาน และที่สำนักงานกรุงเทพ ก็จะชักชวนหว่านล้อมให้มาร่วมทีม โดยหวังให้มีผู้ร่วมชะตากรรมเยอะๆ (และแอบหวังลึกๆ ด้วยถ้าผู้สมัครร่วมทีมสหวิริยามีจำนวนเยอะมากๆ เหนือความคาดหมาย ก็อาจต้องมีการคัดตัวนักกีฬา แล้วเราอาจมีโอกาสชิ่งโดนคัดออกก่อนก็ได้) จนในที่สุดก็ได้รายชื่อทีมสหวิริยา โดยไม่มีการคัดตัวออกแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หลังจากไปทดลองซ้อมลงว่ายน้ำที่ท่าเรือประจวบพร้อมคุณวินและคุณคี้แล้ว ปรากฏว่า 2 ท่านนั้นสามารถผ่านการทดสอบได้สบายๆ แต่ผมว่ายไปไม่ถึง 50 เมตร ก็ไม่ไหวแล้ว ดังนั้น แม้จะได้ทำประกันชีวิตของตัวเองเพิ่มให้กับครอบครัวแล้วตั้งแต่สมัครร่วมทีมสหวิริยา แต่ก็ยังไม่อยากให้มีการใช้สิทธิ์ เลยไปต่อรองกับท่านนายกสมาคมไตรกีฬาแห่งประเทศไทย (ท่านวิจิตร สิทธินาวิน) ว่าหากผู้บริหาร หรือผู้จัดการบางคน ไม่พร้อมเต็มที่ จะขอเป็นลงแข่งเพียงบางส่วน หรือจัดเป็นทีมผลัดได้ไหม ท่านนายกฯ วิจิตร พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นปีแรกที่เราจัดและทีมสหวิริยามีเวลาเตรียมตัวน้อย จึงกรุณาอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ ผมจึงเปลี่ยนขอลงแข่งเพียงสองอย่างคือ ขี่จักรยาน และวิ่งเท่านั้น (อย่างนี้สำหรับผมน่าจะเรียกว่าทวิกีฬา)

          เดิมที ผมรู้สึกหนักใจกับการขี่จักรยานว่าจะไหวไหมตั้ง 20 ก.ม. ที่ผ่านมาก็เคยแต่ขี่จักรยานธรรมดา ไม่เคยขี่เสือหมอบ หรือเสือภูเขามาก่อน จึงหาโอกาสซ้อมจักรยานเท่าที่จะทำได้ตอนลงไปทำงานที่บางสะพาน ได้มีโอกาสซ้อมรวม 3 ครั้ง เป็นเสือภูเขา 2 ครั้ง ส่วนครั้งที่ 3 จึงทดลองขี่เสือหมอบดู ไม่ยากอย่างที่กลัว เลยตกลงจะใช้เสือหมอบลงแข่งตามที่หลายคนแนะนำมาว่าจะผ่อนแรงได้มากกว่า ส่วนวิ่งก็ไม่ได้ซ้อมมากนัก เพราะคิดว่าง่ายสุด
คืนก่อนแข่ง หลังจากไปตรวจความพร้อมของสถานที่แข่งขันพร้อมท่านนายกฯ วิจิตร ตอน 4 ทุ่มเศษ ก็ยังพบทีมงาน Maintenance อีกเกือบ 10 คน ยังง่วนกับการยึดหมุดติดพรมอยู่ ได้ขอบคุณทุกคนที่ยังเหนื่อยทำงานกันอยู่ (และยังมีทีมงานอีกจำนวนมากที่ช่วยเหลือทุ่มเทกันจัดงานนี้ ขอขอบคุณทุกท่านด้วยครับ) แล้วรีบกลับมาที่โรงแรมเวสเทิร์น เพื่อพักผ่อน แต่นอนไม่ค่อยหลับ ไม่ใช่เพราะกลัวผี หลับๆ ตื่นๆ เพราะรู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวลว่างานจะเรียบร้อยไหม จะโดนฝนถล่มหรือเปล่า แล้วที่เราลงแข่งจักรยานกับวิ่งจะไปรอดหรือไม่

          ในที่สุดเช้าวันแข่งก็มาถึง อากาศเป็นใจ ไม่มีฝนอย่างที่กลัว พิธีเปิดการแข่งขันผ่านไปด้วยดี ทีมสหวิริยาที่ลงแข่งขันมีรวมทั้งสิ้น 29 คน เป็นผู้ที่สมัครแข่งแบบเดี่ยวครบระยะทั้งว่ายน้ำ จักรยาน วิ่ง รวม 11 คน ส่วนที่เหลืออีก 18 คน เป็นผู้ที่เข้าร่วมแบบไม่ครบระยะอย่างผม ผมไม่ได้ลงว่ายน้ำ ได้แต่ยืนเชียร์นักกีฬาและทีมสหวิริยาที่ลงว่ายน้ำ แล้วผมก็รอออกขี่จักรยานเลย ในช่วงที่ขี่จักรยาน รู้สึกทึ่งและชื่นชมสมาชิกทีมสหวิริยาคนหนึ่งคือคุณบุญทวี ที่ใช้จักรยานเสือภูเขา แต่สามารถขี่แซงเสือหมอบของผมไปได้สบายๆ ทีแรกผมก็รู้สึกข้องใจว่าเราใช้เสือหมอบ ไม่น่าช้ากว่าเสือภูเขา จึงแซงกลับไป แต่สักพัก คุณบุญทวีก็แซงผมกลับได้อีก ผมแอบเหลือบมองคุณบุญทวี เห็นว่าพี่ท่านปั่นจักรยานอย่างมุ่งมั่น มีสมาธิมาก เหมือนกำลังบริกรรมคาถาอาคมอะไรอยู่ด้วย เลยไม่กล้าตะโกนถาม กลัวโดนของ ปล่อยให้แซงไป ผมเคยซ้อมขี่จักรยานในระยะ 20 ก.ม. มาโดยใช้ความเร็วเฉลี่ยแบบชมนกชมไม้ที่ 16-22 ก.ม. ต่อ ช.ม. แต่บรรยากาศในการแข่งจริงมีนักกีฬาขี่แซงเรา จี้เรา มีกองเชียร์คอยตบมือ ตะโกนเชียร์ ตลอดเส้นทางที่ขี่จักรยาน ส่วนใหญ่จะเป็นหมู่คณะ แต่ที่ผมค่อนข้างประทับใจ คือแถวๆ ถนนเลียบชาดหาดจะมีแม่บ้านชาวบางสะพานท่านหนึ่งยืนอยู่คนเดียวคอยยืนตบมือและส่งเสียงให้กำลังใจนักกีฬาทุกคนที่ขี่จักรยานผ่านทั้งขาไปและขากลับ เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้กล่าวขอบคุณกองเชียร์ทุกคน ยกเว้นตรงจุดกลับรถจักรยาน จึงได้ชะลอรถและกล่าวขอบคุณกองเชียร์ตรงจุดนั้น บรรยากาศและกองเชียร์ที่น่ารักเหล่านี้ ทำให้ผมปั่นจักรยานด้วยความเร็วมากกว่าที่เคยซ้อมมา จนรู้สึกเหนื่อยและล้าขามากกว่าปกติ หลังพ้น 10 กิโลเมตรไป คงมีบางช่วงที่ปั่นเป๋ไป เป๋มา เพราะนักไตรกีฬาแหม่มสาวที่จะแซงผมยังต้องส่งเสียงเตือนมาว่า “I’m on your right” หลังจากนั้น ผมเลยพยายามระวังขี่ชิดซ้ายไม่ให้เกะกะใคร ในขณะที่ตัวเองก็ยิ่งคอแห้งกระหายน้ำมากขึ้น ทนปั่นไปเรื่อยจนน้ำลายเหนียว ช่วงท้ายๆ คงเหนื่อยมาก เพราะมีบางคนตะโกนแซวว่าเหนื่อยจากปากห้อยเลย ตอนนั้น ผมได้ยินก็งงว่า เอ๊ะ เราปากห้อยตรงไหนหว่า (จนมาดูรูปตอนหลัง จริงอย่างที่เขาว่า เพราะมีหลายรูปของผมที่ออกอาการเหนื่อยจนปากห้อย ลิ้นห้อยจริง)

          และแล้วก็มาถึงช่วงที่ท่านนายกฯ วิจิตร บอกเสมอว่าเป็นช่วงที่ยากที่สุดของไตรกีฬา (ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร) หลังจากปั่นจักรยานมาด้วยความเร็วที่มากกว่าที่เราเคยซ้อม ทันทีที่ลงจากจักรยาน ผมก็ตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ วิจิตร พูดเตือนมา มันเป็นจริงสำหรับผมเข้าแล้ว เพราะขาทั้ง 2 ข้างมีอาการไม่เชื่อฟังเราเท่าที่ควร ยกไม่ค่อยขึ้น ก้าวไม่ค่อยออก วิ่งออกจากจุด Transition ไปได้มาถึงร้อยเมตร ต้องหยุดเดิน เดินไปจนสัก 1 กิโลเมตรพ้นทางเข้าท่าเรือประจวบ เหมือนขายิ่งไม่ตอบสนอง แถมยังมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถูกคนอื่นๆ แซงไปหลายๆ คน เท่าที่จำได้ก็มี็H,u คุณวิน คุณเฉลิม คุณชัยภัทร คุณทินกร และอีกมากมาย ก็ยิ่งท้อแท้มากขึ้น ยิ่งเดินก็ยิ่งปวดหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ข้อเท้า น่อง เข่า โคนขา อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ใจเริ่มเสีย และคิดว่าคงฝืนสังขารไปได้อีกไม่นาน ต้องยอมแพ้แน่ๆ เลย

          ขณะที่ผมเดินอย่างหมดแรง ปวดเมื่อย หมดอาลัยตายอยาก ก็มีนักไตรกีฬาทั้งไทยและเทศคนอื่นๆ วิ่งสวนทางกลับมาตลอด ส่วนใหญ่ผมไม่รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน แรกๆ ผมรู้สึกอายเหมือนกันที่ต้องมาเดินกระปลกกระเปลี้ยอย่างหมดสภาพให้เห็น แต่ทุกคนซึ่งวิ่งสวนมา หรือวิ่งแซงผม ต่างก็พากันให้กำลังใจแก่ผมด้วยวิธีที่หลากหลายกันไป บางคนชูนิ้วโป้งให้ บางคนยิ้มให้และกล่าวว่า “สู้ๆ ครับ” บางคนก็พูดว่า “เยี่ยมครับ” บางคนก็พูดตาม Motto หลังเสื้อทีมสหวิริยาดังๆ ว่า “Don’t say you can’t” บางคนวิ่งสวนแล้วก็ยื่นมือมาตบกับมือของผม บางคนก็บอกว่า “อย่าเดินครับ ถ้าเดินแล้วจะวิ่งไม่ได้อีกเลย” (ในใจผมก็บ่นว่าเหนื่อยจะแย่ แค่เดินก็ปวดขาจะตาย เหมือนใกล้เป็นตระคริวแล้ว ยังมายุให้วิ่งอีก) ฯลฯ มันเป็น Moment of Truth ให้ผมเรียนรู้ว่านักไตรกีฬาเหล่านี้ไม่ได้มองเราเป็นคู่แข่งขันหรือคนอื่น แต่ทุกคนต่างมีความปรารถนาดีต่อกัน อยากให้เพื่อนๆ เข้าถึงเส้นชัยได้ครบทุกคน เป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ในยามที่ผมต้องการอยางมากครับ นอกจากนี้ อาสาสมัครชาวบางสะพานหลายๆ คนที่อยู่ตามจุดต่างๆ ทุกระยะ ก็ให้กำลังใจอย่างน่าชื่นใจเช่นกัน คอยบอกว่า “พี่สู้ๆ” “อีกนิดเดียว” ฯลฯ ไม่รู้ว่าเป็นอุปทานหรือเปล่า แต่การได้กำลังใจดังกล่าวเป็นเสมือนน้ำมันถังสำรองสำหรับผม หลังจากเดินกระโผลกกระเผลกมาเกือบ 2 กิโลเมตร ผมแข็งใจทดลองวิ่งเหยาะๆ อาการกลับค่อยยังชั่ว ไม่ปวดขาเท่าตอนเดิน จึงวิ่งไปแบบช้าๆ ดีกว่า ประกอบกับเห็นนักกีฬาบางคนที่วิ่งสวนมา เห็นเอาน้ำเย็นราดหัว ผมก็เลียนแบบมั่ง ก็ได้ผลแฮะ ช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นกระตุ้นร่างกายขึ้นมาได้อีกทางหนึ่งด้วย

          จากนั้น ผมก็เปลี่ยนพฤติกรรมจากวิ่งแบบปลีกวิเวก มาเป็นขอมีส่วนให้กำลังใจกับนักไตรกีฬาที่วิ่งสวนกลับมาด้วยมั่ง ไม่ว่าจะเป็นทีมสหวิริยาด้วยกัน หรือท่านอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จัก ด้วยการตะโกนบอกว่า “สู้ๆ ครับ” หรือการยื่นมือไปตบด้วยกัน ยิ่งให้กำลังใจคนอื่น เราเองก็พลอยรู้สึกมีทั้งกำลังใจ ทั้งกำลังกายด้วยเช่นกัน สามารถวิ่งได้มากกว่าเดิน จนถึงจุดกลับตัวกลางสะพาน ผมรู้สึกดีขึ้นและดีใจมากจนยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณบรรดากองเชียร์ที่จุดกลับตัว ผู้ใหญ่โกศล ทองกรอย ซึ่งยืนอยู่ที่เชิงสะพานดังกล่าว ได้มองดูสภาพของผมอย่างเป็นห่วงแล้วตะโกนถามผมด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ไหวไหม ถ้าไม่ไหว จะเอารถไปส่ง” ผมจึงตอบไปอย่างแน่วแน่ด้วยน้ำเสียงปนหอบว่า “ไหวครับ ขอบคุณครับ” แล้วก็กัดฟันวิ่งต่อ

          สำหรับผมแล้วในการวิ่งไปกลับ 5 ก.ม. นี้ ใน 2 ก.ม.แรกเป็นช่วงของความทรมาน ท้อแท้ และลังเลว่าจะหยุดหรือยอมแพ้ดีไหม แต่ใน 2 ก.ม.สุดท้ายกลับเป็นช่วงของความปิติ ยินดี เต็มไปด้วยกำลังใจ วิ่งมาจนเหลือกิโลเมตรสุดท้ายเห็นรถมูลนิธิ 2 คัน มาจอดฝั่งถนนตรงข้ามดูแลปฐมพยาบาลคุณสุชาติและนักไตรกีฬาอีกคน ผมข้ามไปดูทราบภายหลังว่าทั้งคู่เป็นตะคริว ผมหวาดเสียวกลัวเป็นตะคริวตามไปด้วย จึงรีบวิ่งต่อ จนอีกสัก 200 เมตร จะถึงเส้นชัย ก็มีเสียงครึกครื้นจากกองเชียร์ที่เส้นชัยรออยู่ ผมใส่ตีนสุนัขโกยแบบสุดแรง บอกได้เลยครับว่าวินาทีจะถึงเส้นชัยเป็นวินาทีของความสะใจ ดีใจ และประทับใจที่หาซื้อไม่ได้ครับ ผ่านเส้นชัยไป คุณกิตติศักดิ์ (โป้ง) เป็นผู้คล้องเหรียญให้ผม คงเพราะหมดแรงเฮือกสุดท้ายพอดี ผมจึงรู้สึกว่าเหรียญรางวัลดังกล่าวหนักมากจนยืนไม่อยู่ เซจนแทบล้ม เพื่อนๆ ต้องมาช่วยประคองและพาไปนั่งพักและนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีกพักใหญ่

          ขอสารภาพตามตรงเลยว่า ถ้าไม่มีกำลังใจจากเพื่อนๆ นักไตรกีฬา อาสาสมัครชาวสหวิริยา และชาวบางสะพาน ผมคงมาไม่ถึงเส้นชัยแน่นอน เหรียญรางวัลที่ได้มา ผมจะเก็บรักษาและติดโชว์ที่บ้านอย่างภูมิใจที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ผมระลึกถึงมิตรภาพจากเพื่อนนักไตรกีฬา อาสาสมัคร ชาวบ้านชาวบางสะพาน ที่แม้จะไม่รู้จักกันแต่ได้ให้กำลังใจต่อผมตลอดเส้นทางขี่จักรยาน 20 ก.ม. และวิ่ง 5 ก.ม. จนผมทำสำเร็จครับ และขอคาราวะทีมสหวิริยาทุกท่านที่ร่วมเผชิญความท้าทาย และประสบความสำเร็จที่สะใจนี้ด้วยกัน สำหรับ “คนเหล็กบางสะพานไตรกีฬานานาชาติ” ครั้งต่อไป หวังว่าทีมสหวิริยาของเราจะมีสมาชิกเพิ่ม และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณมากๆ ครับ

เหล่าฅนเหล็ก…TEAM SAHAVIRIYA

Posted by padungsakp On August - 23 - 2010

Copyright © Team Sahaviriya.